2 รัฐมนตรี ประชุมติดตาม-รับมืออุทกภัยและภัยแล้ง เดินหน้าบูรณาการรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พร้อมผนึกกำลัง 9 จังหวัดภาคกลาง รับมือมวลน้ำเหนือและภัยแล้ง

2 รัฐมนตรี ประชุมติดตาม-รับมืออุทกภัยและภัยแล้ง เดินหน้าบูรณาการรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พร้อมผนึกกำลัง 9 จังหวัดภาคกลาง รับมือมวลน้ำเหนือและภัยแล้ง
            วันนี้ 23 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 12 เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายและมอบแนวทางปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปริมาณน้ำเหนือไหลหลากลงมา
            สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวาระสำคัญในการรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งตามกลุ่มลุ่มน้ำภาคกลาง เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมทั้งรับฟังรายงานสรุปสถานการณ์น้ำและการคาดการณ์จากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นอกจากนี้ ตัวแทนจาก 9 จังหวัดภาคกลางและปริมณฑล ได้แก่ สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ได้ร่วมนำเสนอรายงานสถานการณ์และแผนเตรียมความพร้อมในพื้นที่ของตนเองอย่างรัดกุม
           ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำข้อสั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากมวลน้ำทางตอนเหนือที่อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน พร้อมทั้งขอให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่วงกว้าง
          ทางด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ได้เน้นย้ำถึงข้อห่วงใยและแนวทางปฏิบัติสำคัญ โดยระบุว่าในช่วงเดือนกันยายนนี้จะเป็นช่วงที่ทุกภาคส่วนต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีปริมาณน้ำหลากเพิ่มขึ้น และได้กำชับให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักชลประทาน และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ตั้งแต่ใต้ประตูระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาลงไป ต้องติดตามสถานการณ์และมอนิเตอร์ข้อมูลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเสนอแนะให้มีการหารือกันให้ถี่ขึ้น รวมถึงให้ทาง สทนช. ทำการอัปเดตสถานการณ์แบบรายวัน พร้อมทั้งพยากรณ์ล่วงหน้า (Forecast) เป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถเตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที พร้อมยกตัวอย่างพื้นที่เสี่ยง เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หากปริมาณน้ำไหลผ่านเกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา, ตำบลบางบาล และตำบลผักไห่ ดังนั้น จึงต้องมีการมอนิเตอร์ระดับน้ำอย่างแม่นยำ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้มีการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสียหายและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

 


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

image วิดีโอ

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar